| TaE's profileLiVing light As a FeAthe...PhotosBlogLists | Help |
|
LiVing light As a FeAtheRJanuary 14 เด็ก หนอ (ดอ) เด็กกลับมาอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนาน อิอิ อีก 1 เดือนก็จะถึงวันที่พี่นกจะขึ้นเครื่อง(บิน) บินลัดฟ้าไปเรียนต่อที่ประเทศ ออสเตรเลียแล้ว ไม่ต้องสงสัยกัน ... ถูกต้องแล้วครับ นกจะออกเดินทางในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 ซึ่งเป็นวันแห่งความรักของใครหลายๆ คนพอดี เมื่อวานซึ่งเป็นวัน เด็กแห่งชาติ ได้ไปซื้อ web cam มาทดลองใช้เป็นที่เรียบร้อย ก็ดีนะ คุยไปเห็นหน้าด้วย แม้ว่าภาพจะไม่ค่อยชัด แล้วก็กระตุกๆ ไปบ้าง แต่ก็ OK อะ ... กลับมาเรื่องวันเด็กต่อ เมื่อวานหลังจากที่ซื้อ web cam เสร็จ ก็ไปดูหนังต่อที่ The Mall งามวงศ์วาน(คงสะกดอย่างนี้เนอะ -_-) เนื่องจากเป็นวันเด็ก จีงเห็นเด็กๆเต็มห้างเลย ไม่เว้นแม้กระทั่งในโรงหนัง ถ้าใครที่เคยเข้าโรงหนัง(คิดว่าคงเคยเข้ากันทุกคนนะ) จะรู้ว่าก่อนหนังจะฉายเนี่ย จะมีหนังตัวอย่างที่กำลังจะเข้าโรงมาฉายให้ดูเรียกน้ำย่อยก่อน (แต่ดูไง ก็ยังไม่หิวสักที) พอดีที่นั่งที่จองเข้าไปดูเนี่ย มีคู่ยายกับหลานชายนั่งอยู่ข้างหน้าพอดี ยายแกคงอยากพาหลานมาเที่ยว แกคงไม่ได้อยากมาดูเอง (คิดเอาเองนะ) เพราะว่าเข้ามานั่งไม่ทันไร ยายแกก็หลับในบัดดล ... ไอ้หลานชายก็น่ารัก(น่าชัง)ดี พยายามอ่านตัวหนังสือที่เป็น subtitle ภาษาไทยให้ยายฟังตลอด(หนังตัวอย่างที่เป็นหนังฝรั่งอะ... แต่ที่เข้าไปดูเนี่ยเป็นหนังไทย) กะว่ายายแกคงจะตื่น พอเริ่มเรื่องมาเสียงหลานชายก็หายไป ผ่านไปซักประมาณกลางเรื่องไอ้หลานชายคนนี้คงเห็นว่ายายหลับไปแล้ว เลยใช้ท่าไม้ตาย เอาถุงพลาสติกใสมาคุมหัวซะงั้น (ไม่รู้มันไปเอามาจากไหน) คงอยากปลุกให้ยายแกตื่น ดีไม่ดีไอ้หลานมันจะหลับไม่ตื่นแทน พอคู่หน้า (ยายกับหลานชาย) เริ่มนิ่งๆ ไป สักพักที่นั่งเริ่มมีอาการสั่น สั่น พร้อมกับเสียงโยกเก้าอี้ขึ้นลง ตุบ ตุบ... โดยที่นั่งของเราอยู่ติดกับทางเดินตรงกลาง ทางขวามือเนี่ย มีครอบครัวที่ประกอบด้วยพ่อ แม่ และ ลูกที่เป็นเด็กผู้หญิง การสั่นสะเทือนประมาณ 3 ริคเตอร์ก่าๆ ที่รู้สึกได้เนี่ยมาจากทางที่นั่งของครอบครัวนี้แน่นอน เลยหันขวาไปดูพบว่า คุณน้อง(ด)เด็ก เนี่ยกะลังขย่มเก้าอี้อย่างเมามัน กระโดดขึ้นลง เสมือนว่าเก้าอี้ตัวนั้นเป็นม้าพยศ เล่นโยกจนจบเรื่องเลยคิดดู เออะเออะ แต่ก็นะ ไม่ว่ากันเนอะ วันเด็ก นึกขึ้นมาได้ว่าถ้าเป็นเราตอนเด็กๆ เข้าโรงหนังจะเป็นยังงี้รึป่าวน้า แต่จำได้ว่าเข้าโรงหนังครั้งแรกไปดูเรื่องบุญชู สระอู ย๊าวยาว (ไม่รู้ชื่อเรื่องถูกป่าวนะ) อะ ... สุดท้ายมัวแต่ดูเด็กๆ เลยไม่ได้สนใจหนังสักเท่าไหร่เลย 555 อีกประมาณ 1 เดือนก็ต้องไปเหมือนกัน ... ไปทำงานที่เชียงใหม่ คาดว่าจะต้องอยู่ที่โน่น 3-6 เดือน หว้งว่าอีกไม่นานคงได้มาเขียนอีก เจอกันใหม่เร็วๆ นี้เน้ออออออ August 27 i am 3 years old. ผมพึ่งอายุครบ 3 ขวบเต็มไปเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2006
ผมเกิดมาพร้อมกับดอกกุหลาบช่อใหญ่ ที่ไม่ได้มีการตกแต่งให้เป็นช่อที่สวยงาม เป็นเพียงดอกกุหลาบ 33 ดอกที่เอาพลาสติกใสมาห่อเอาไว้เท่านั้นเอง วันที่ผมเกิดเป็นวันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2003 วันนั้นที่ลาดกระบัง (สถาบันมีชื่อแห่งหนึ่ง -- KMITL --) มีงานแสดงที่หน้าคณะวิทยาศาสตร์ ... ผมได้ถือกำเนิดจากตรงนั้น
1 ปีต่อมาผมฉลองวันเกิดครบรอบ 1 ขวบด้วยกุหลาบอีกช่อหนึ่งซึ่งดูดีกว่าช่อเมื่อ 1 ปีก่อน ข้างนอกห่อด้วยกระดาษสาสองชั้น ชั้นนอกเป็นสีขาว ส่วนชั้นด้านในเป็นเป็นสีส้มอ่อนๆ และมีโบที่ทำจากกระดาษสาผูกอยู่ วันนั้นเป็นอีกวันที่อากาศดีมากอีกวันหนึ่งเลยทีเดียว (ร้อนด้วยตามแบบฉบับลาดกระบัง)
ขวบปีที่ 2 ช่างเป็นปีที่แตกต่างจากสองครั้งแรกเพราะปีนี้ ไม่มีช่อดอกกุหลาบให้เห็นเลย เห็นเพียงแต่แหวนที่ทำจากทองคำขาวหนึ่งวง ซึ่งเป็นแหวนแบบเรียบๆ ไม่มีลวดลาย และเพชรประดับอยู่เลย เป็นอีกวันที่ผมจะไม่มีวันลืมบรรยากาศริมหาดทราย ที่มีต้นสนรายล้อมอยู่เป็นจำนวนมาก ลมที่พัดผ่านมาจากทะเลที่ไม่ค่อยใสนัก แต่ก็ดูสบายตาทุกครั้งที่ได้มอง
ปีนี้ผม 3 ขวบแล้ว และผมก็ได้มีเค้กฉลองวันเกิดผมเป็นครั้งแรกด้วยนะ ... ผมเป็นใครกัน ...
ผม เป็นตัวแทนความรักของหนุ่ม สาวคู่หนึ่ง ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนอยู่ปี 1 ที่ลาดกระบังเพราะว่าอยู่ห้องเดียวกันนั่นเอง และเรียนภาควิชาเดียวกันซะด้วย แต่ยังไม่ได้สนิทกันมากเท่าไหร่นัก จนมาถึงปี 2 เทอม 2 ทั้งคู่เริ่มสนิทกันมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น จนมาถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2003 ซึ่งทั้งคู่อยู่ปี 3 ผมจึงได้ถือกำเนิดอย่างเป็นทางการ
ผมไม่ได้เป็นลูกของหนุ่มสาวคู่นั้น แต่ผมเป็นเพียง "จุดเริ่มของเวลา" เวลาที่ทั้งคู่ได้ทำสิ่งดีดีร่วมกัน และได้ผ่านอะไรหลายๆ อย่างมาด้วยกัน สุขบ้าง ไม่เข้าใจกันบ้าง เวลา ของคนเราทุกคนนั้นมีเท่ากันในแต่ละวัน ไม่มีใครสามารถให้ใครได้ ผมเป็นเพียงเวลาที่ทั้งคู่ได้ใช้ร่วมกันได้อยู่ร่วมกัน ผมอยากอยู่ต่อไปนานเท่านาน ผมไม่อยากให้ทั้งคู่ต้องทะเลาะกัน แต่ไม่รู้ว่ามันสามารถเป็นเรื่องจริงได้รึเปล่า ... เพราะอนาคต ยังคงเป็นเรื่องไม่แน่นอนเสมอ ...
ขอบคุณ นก ที่ทำให้ผมยังอยู่ต่อไป
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเขียนให้ออกมาเป็นรูปแบบนี้ ให้เหมือนมีคนอื่นมาเล่าเรื่องแทนเราเป็นคนที่คอยมองดูเรา และอยู่ร่วมเหตุการณ์ กับเราตลอดมา ---<("v")>---
สรุปคือครบรอบ 3 ปีที่คบกับพี่นก มานะเองที่จริง รู้สึกว่านานกว่านั้นนะ แต่พอดีเราถือเอาวันที่ 25 สิงหาคมของทุกปีเป็นวันพิเศษของเราสองคนเลยนับรวมเวลาได้ 3 ปี เราไม่มีวันวาเลนไทน์ ตามแบบคู่อื่นที่ต้องแสดงความรักต่อกัน ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ในทุกๆ ปี เพราะว่าความรักของเราไม่ได้เริ่มจากวันนั้น ...
August 13 หนูทำได้ (",)วันนี้ต้องตื่นเช้า(ตี 5) มา check งานนิดหน่อย ตื่นขึ้นมางัวเงียๆๆ เดินมาที่โต๊ะทำงานที่ต่อ notebook เตรียมเอาไว้แล้วก่อนนอน จัดแจง connect ไปที่บริษัท
check งานแปปหนึง แต่ยังไม่เรียบร้อยเกิดอาการหิวน้ำพอดี เลยต้องเดินลงมาชั้นล่าง (ในห้องนอนไม่มีตู้เย็นอะนะ) มากินน้ำ เดินลงมาได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ นึกในใจใครหว่าตื่นแต่เช้ามาเข้าห้องน้ำ (แปลกป่าววะ|||) เอะใจนึกขึ้นได้ต้องเป็นแม่เราแน่เลยเพราะเมื่อวานบอกว่าจะไปทำบุญกับอากู๊ (น้องสาวพ่อ) แต่เช้า ถูกต้องแล้วคร้าบบบบ แม่เรานี่เองที่อยู่ในห้องน้ำ พอแม่เจอลูกชายที่ไม่เคยตื่นเช้าเลยมาก่อนเมื่อยามที่ได้อยู่บ้านนั้น ก้องงเลยซิครับ แม่เลยถามว่า
แม่ : "อ้าว เต้ทำไมวันนี้ตื่นมาแต่เช้าหละ"
เต้ : "ตื่นมา check งานที่บริษัทนิดหน่อยอะ"
แม่ : "นี่ยังไม่ได้นอนเลยเหรอ"
งง เลยพึ่งบอกแม่ไปเองว่าต้องตื่นมา check งานเลยตอบแม่ไปอีกที
เต้ : "ตื่นมา check งานที่บริษัทนิดหน่อยครับ"
แล้วก้อจัดแจงกินน้ำ พอกินเสร็จก้อกลับขึ้นมา check งานต่อ (ประมาณตี 5 ครึ่งหละ) ระหว่างรอ check งานที่ยังไม่เสร็จเรียบร้อย ก้อคิดได้ว่าเรามัยไม่ยืนรอส่งแม่เดินออกจากบ้านวะเนี่ย เพราะตั้งแต่จำความได้ไม่เคยมีวันไหนที่เดินออกจากบ้านโดยไม่ได้คุยและไหว้แม่ก่อนออกจากบ้านเลย ไม่ว่าจะต้องออกจากบ้านเช้าแค่ไหน แม่จะตื่นมารอและหาข้าวให้กินก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ทุกวัน เลยชุกคิดได้ว่านี่ถ้าไม่ต้องตื่นมา check งานก้อคงไม่ได้ตั้งใจตื่นมาส่งแม่แน่เลย (...) เมื่อคิดได้เยี่ยงนี้ก้อเลยรีบเดินลงมาชั้นล่างอีกที พอเดินลงมาถึงเห็นแม่กำลังไหว้รูป ร.๕ อยู่ เราก้อเดินไปเดินมา อยู่ข้างล่างนั่นแหละ แม่ก้อถามว่า "ทำไมยังไม่ไปนอนต่ออีกหละ" เราก้อไม่ได้ตอบอะไรไป เดินไปเดินมาอยู่นั่นแหละ รอแม่ออกจากบ้าน ในใจก้อมีความรู้สึกว่าอยากกอดแม่จัง อยากบอกรักแม่จัง เพราะว่าเท่าที่มีภาพอยู่ในหัวนั้นไม่มีภาพไหนเลยที่เราเคยบอกแม่เลยว่า "รักแม่นะ" ไม่เคยเลย ไม่เคย
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไม่เคย แต่วันนี้อยากบอกมาก เอาวะไม่ตายหรอก (คิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกไปนะ) เดินเข้าไปด้านหลังแม่แล้วก้อจับไหล่ของแม่เอาไว้ทั้งสองข้าง รู้สึกว่าแข็งมาก ทำให้นึกได้อีกอย่างว่าแม่ทำงานหนักมาตลอด หนักในที่นี้ คือ หนักจริงๆ เช่น ปลูกข้าว(แม่ผมเคยเป็นสันหลังของชาตินะครับ) ทำรองเท้า เยอะแยะ แม่ทำมาหมด คิดในใจเอาว่ะ จะบอกหละนะ แต่ก้อยังไม่ได้บอกเพราะแม่หันมาบอกว่าไปเปิดประตูให้หน่อยเพราะว่าอากู๊ กำลังจะมาถึงแล้ว (เฮ้อ .... ยังไม่ได้บอกซะที)
ระหว่างเดินไปเปิดประตูก้อถามตัวเองว่าทำไมตอนบอกรักพี่นก(แฟนผมเอง ... อิอิ) มันไม่ยากอย่างนี้นะ คิดแล้ว คิดอีก เอาวะต้องบอกให้ได้
เดินเข้ามาอีกทีเห็นแม่ยืนอยู่หน้าตู้เย็นกำลังหาน้ำกินอยู่ เลยเดินข้าไปด้านหลังแล้วก้อจับไหล่ที่แข็งแรงคู่นั้นอีกที ในใจก้อคิดว่า ต้องทำให้ได้ ต้องทำให้ได้ เพราะใจมันบอกมาอย่างนั้น
เต้ : "เต้รักแม่นะ" ออกไปแล้ว คำพูดนั้น ได้ออกจากปากไปแล้ว แต่ยังไม่ได้เห็นหน้าของแม่เลยเพราะว่ากอดแม่อยู่ด้านหลัง คำพูดนี้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลายอย่าง รู้สึกได้ว่าหัวใจมันพองโตมาก น้ำตาก้อจะไหล ในใจคิด แค่บอกรักไม่พอแล้วงานนี้ เลยหอมแม่ที่แก้ม ขวาไปทีหนึง โอ้ ... เจ๋งมากอะนาย นายทำได้แล้ว ต้องไปออกรายการหนูทำได้ซะแล้ว ('u') หลังจากนั้นก้อได้ยินเสียงตอบกลับมาว่า
แม่ : "รู้แล้ว แม่รู้แล้ว" (น้ำตาไหลเลยตอนพิมอยู่ แต่ตอนที่บอกแม่ไม่ได้ร้องไห้นะ) จากนั้นก้อถามคำถามโง่ๆ ไปว่า
เต้ : "แม่รู้เหรอ เต้ไม่เคยบอกแม่เลยเนอะ ตั้งแต่จำได้เนอะ"
แม่ : "ทำไมไม่รู้หละ รู้สิ แค่เต้เป็นเด็กดี ก้อคือรักแม่แล้ว" (โอ้ยยยยย ขอพักก่อนนะ หยุดร้องไห้ไม่ได้แล้ว ... พิมต่อไม่ได้ ... ) มัยแม่ตอบได้ซึ้งอย่างนี้นะ
จากนั้นอากู๊ก้อมาถึง แล้วแม่ก้อเดินออกไป โดยที่ยังไม่ได้เห็นหน้าแม่เลยว่าเป็นงัยบ้าง เราก้อเดินตามหลังไปเพื่อไปส่ง และปิดประตูบ้าน ................
6:00 น. 13/12/2006 จะไม่ลืมวันนี้เลย ยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ขอบคุณแม่มากมากเลยนะ ที่เข้าใจทุกอย่าง และดูแลเป็นอย่างดีมาโดยตลอด
มันอาจเป็นที่คำพูดที่ลูกบางคนพูดกันอยู่ทุกวัน แต่ครอบครัวของเราไม่ได้เป็นแบบนั้น เราบอกรัก และรู้สึกถึงกันได้ด้วยการกระทำ แม่ก้อไม่เคยบอกรักเราเลยแต่ก้อรู้ว่าแม่รักเรามากมาก เช่นกัน และไม่จำเป็นที่แม่ต้องบอกด้วย เพราะการดูแลของแม่นั้นมันมากกว่าคำว่า รัก เพียงคำเดียวแน่นอน....
... รักแม่มากมากนะ ...
จากลูกที่ไม่รู้เรื่องของแม่เลย ไม่รู้ว่าแม่ Group เลือดอะไร ทั้งๆ ที่แม่เป็นโรคเกี่ยวกับเลือด
ไม่รู้ว่าแม่ชอบทานอะไร และไม่ชอบทานอะไร
ไม่รู้ว่าแม่ชอบสีอะไร
ไม่รู้อะไรอีกหลายอย่างเกี่ยวกับแม่ รู้เพียงแต่ว่าจะดูแลแม่ตลอดไปนะ สัญญา...
March 07 three weeks ... สามอาทิตย์ที่ผ่านมามีแต่เรื่องยุ่งๆ เข้ามาในชีวิต (เรื่องงานทั้งนั้น) เออะเออะ โดน rework ไปเต็มๆ เลย เฮ้อ
รู้สึกว่าการใช้ชีวิตจะไม่เป็นไปตามชื่อ "Living light as a feather" เอาซะเลย 555 แต่ก้อน่ะปัญหาที่เข้ามาทำให้เราได้คิดอะไรหลายอย่าง(และก้อไม่ได้นอนหลายคืน) อิอิ พอดีวันนี้มีโอกาสว่างก้อเลยได้เขียน blog เป็นครั้งแรก นึกว่าเรื่องแรกจะได้ฮา แต่อ่าน่ะฮาไม่ออกเลย เออะเออะ รอวันอังคารอีกน่ะฮ่ะ เข้าไปชี้แจงความผิดที่เกิดขึ้น ต่อ CAG (ขึ้นเขียงน่ะเอง) เอิกเอิก สุดท้ายมีเรื่องอยากฝากกันด้วยน่ะฮ่ะ
1. ใครมีปัญหาเรื่อง font ถามได้น่ะฮ่ะ อิอิ เรามีประสบการณ์(ที่ผิด) ช่วยท่านได้
2. Backout request ต้องระวังให้มากน่ะฮ่ะ โดยเฉพาะที่ TSG ควร gen เองเลยดีก่าเพราะว่า request หนึ่งอันที่นี่มี object อยู่มากมาย แค่ดู version ล่าสุดไม่เพียงพอน่ะฮ่ะ
3. user ที่ TSG จะบอกว่าทุกปัญหาเป็นปัญหาเร่งด่วนเสมออย่าไปตระหนก แล้วรีบทำให้ เพราะว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะเร่งด่วนเสมอไป 555
เขียนแต่เรื่องของงานไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นเลยว่ะ เซ็ง เออะเออะ สิ่งที่เกิดทำให้รู้ว่าไม่ชอบทำงานที่มีความกดดัน (ก้อคงเป็นเหมือนกันทุกคนอ่ะเนอะ) เวลาเจอเรื่องหนักๆ หลายเรื่องพร้อมกัน ก้อทำให้ทำงานผิดพลาดมากยิ่งขึ้น ทั้งผิดจากความไม่รู้ และผิดจากความไม่รอบคอบของเราเอง (หาข้ออ้างไปเรื่อยเลย 555) แต่ก้อน่ะ สุดท้ายเราก้อผ่านมาได้ แล้วมันจะผ่านไปอย่างมีค่าเสมอ... เหรอ
ปล. แต่ไม่อยากเจออีกแล้วน่ะ เออะเออะ ขอรู้คุณค่าโดยไม่เจอปัญหาหละกันน่ะ
...<(''V'')>... |
There are no categories in use.
|
|||
|
|